2011/Jul/15

    
     วันๆหนึ่งเลยผ่านพ้นไป ชีวิตคนเราไม่อาจสามารถไหลทวนกระแสเวลาได้ เมื่อการเคลื่อนตัวของมวลอากาศธาตุแห่งชีวิต กลืนหายไปกับปัจจัยและสภาพแวดล้อมทั้งหลาย ก็ก่อให้เกิดเหตุการณ์แผ่กระจายทะลักออกมามากมายนับไม่ถ้วน ถ้าเราสามารถเอื้อมมือของเราไปคว้าสิ่งเหล่านี้ไว้ได้ มันก็คงเหมือนกับได้สัมผัสกับไอควันสีขาวจางๆ ที่แผ่วเบาและให้ความรู้สึกที่พิเศษ และหากสามารถนำมาบรรจุขวดแก้วใสสะอาดได้ เราก็คงจะเพลิดเพลินกับการได้เฝ้ามองดู มวลสารอัศจรรย์ที่ว่า ไหลวกวนไปมาภายในขวดนี้อย่างใจจดใจจ่อ แต่ท้ายที่สุดแล้วเราก็ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ ..
 
     ประสบการณ์ชีวิตหล่อหลอมให้เรากำเนิดตัวตนใหม่ทุกๆวัน ถ้าจะขยายความก็คือ ตัวเราในแต่ละวันนั้นไม่ใช่คนๆเดิม ด้วยความคิดที่ว่าตัวตนของเราในแต่ละวันนั้นเป็นตัวตนใหม่ที่เข้ามาแทนที่ตัวตนเก่าของเมื่อวานและใช้ความทรงจำและประสบการณ์ของเมื่อวาน สานต่อสิ่งใหม่ๆในวันใหม่ ถ้าเช่นนั้นความรู้สึกที่เคยเกิดขึ้นมาในวันก่อนๆนั้น มันก็คงจะเจือจางลงเรื่อยๆ แต่อาจจะเป็นเพียงคนบางคนเท่านั้นที่พยายามจะเหนี่ยวรั้งความรู้สึกบางอย่างที่เคยเกิดขึ้นเอาไว้ ทั้งๆที่ถ้าปล่อยให้มันไหล่ผ่านไปดั่งไอควันสีขาว ก็คงจะรู้สึกแตกต่างไปจากนี้อย่างมาก การใช้ชีวิตของเรานั้นคล้ายมีอากาศหลากสีวนเวียนเคลื่อนไปมาอยู่รอบๆตัว เมื่อใดที่อารมณ์ของเราแปรเปลี่ยน อากาศบางสีก็จะจับตัวแข็งเกาะกุมจิตใจของเรา ดั่งเช่นน้ำที่กำลังเคลื่อนที่ค่อยๆกลายเป็นน้ำแข็งเมื่ออุณหภูมิต่ำลง บางครั้งการปล่อยให้อากาศหลากสีจับตัวแข็งในจิตใจเรามากเกินไป ก็ทำให้ความทรงจำและการกระทำบางอย่างผิดเพี้ยนไป การจะอธิบายสิ่งเหล่านี้คงเป็นไปไม่ได้เหมือนกับการที่เราจะสามารถบรรจุความรู้สึกของคนทั้งหมดในโลกนี้ลงไปในตัวเราเพียงคนเดียว ถ้าเป็นเช่นนั้น ความรู้สึกนั้นคงจะทำให้จิตใจของเราปริแตกออก กลายเป็นผงธุลีแห่งความเขลาเป็นแน่แท้..
 
     ถ้าเราสามารถเลือกสีอากาศบางสีมาเป็นของเราได้ก็คงดีไม่น้อย สีที่เราชื่นชอบถ้ามันมาไหลอยู่รอบตัวเราตลอดเวลา ความรู้สึกที่เป็นความสุขคงจะก่อเกิดอยู่กับเราตลอดเวลา แต่แน่นอนว่าไม่มีทางเป็นเช่นนั้นได้ สีที่เราชอบ ก็ต้องมีบางคนที่ชอบมันเช่นเดียวกับเรา ดังนั้นเราก็จำเป็นต้องรอคอยให้มวลอากาศสีนั้นล่องลอยกับมาหาเราอีกครั้ง ไม่อาจรั้งมันไว้อยู่กับเราได้ตลอดไป คนอื่นก็เช่นกัน เมื่ออากาศสีที่เราต้องการล่องลอยไปหาผู้อื่น อากาศสีอื่นๆก็จะวนกลับมาหาเราเพื่อสร้างความรู้สึกที่แตกต่าง นอกจากความสุขให้กับเราขึ้นมาเช่นกัน
 
     คนๆหนึ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเราในแต่ละช่วง ก็คล้ายกับเครื่องมือดัดแปลงชีวิตของเรา บางคนสามารถเปลี่ยนให้เรากลายเป็นคนใหม่ได้ ความไม่แน่ใจ บางครั้งก็ทำให้เราแปรปวนเหมือนฤดูกาลที่ผิดเพี้ยน เช่นในฤดูร้อนวันหนึ่งอาจมีฝนตกลงมา หรือในฤดูหนาวบางคราก็ต้องมีสักวันที่รู้สึกอบอ้าวขึ้นมาเช่นกัน การเลือกกุมมือบางคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเอาไว้จะทำให้ความรู้สึกของทั้งเราและเขารวมตัวกัน มวลอากาศหลากสีรอบตัวทั้งสองคนจะสามารถรวมกันก่อเกิดกลายเป็นสีสรรใหม่ได้รึเปล่า ขึ้นอยู่กับคนๆนั้นจะมีสีแบบไหนวนเวียนอยู่ และถ้าเกิดว่าสีที่เขาชอบคล้ายคลึงกับเรา (ใช้คำว่าคล้ายคลึง เพราะสีๆหนึ่งก็คงต้องมีหลากหลายเฉด หลายระดับ) เมื่อผสมกันแล้วกลมกลืนไปด้วยกัน ค่าความสุข และความรู้สึกที่เกิดขึ้นมา คงจะเป็นทวีคูณเป็นแน่ แต่อย่างที่เคยกล่าวว่ามวลอากาศเหล่านี้เราไม่อาจเหนี่ยวรั้งไว้กับเราหรือทั้งคู่ได้เพียงผู้เดียว ดังนั้นกระแสเวลาก็จะพัดพาสิ่งดีๆเหล่านี้ออกไปจากเรา ถ้าเขาคนนั้นช่วยเราเหนี่ยวรั้งเอาไว้ด้วยกัน บางทีเหตุการณ์พิเศษก็อาจจะเกิดขึ้นมา ทำให้มวลอากาศจับตัวแข็งตลอดไป
 
     ..แต่จะทำเช่นใดให้เป็นอย่างนั้นได้ ในเมื่อตัวตนใหม่ของเรานั้นเปลี่ยนแปลงไปอยู่ทุกวัน หรือเราจะละทิ้งตัวตนในวันก่อนและเลิกที่จะยินยอมให้ตัวตนของเราในวันใหม่เข้ามาแทนที่กันนะ ถ้าทำอย่างนั้น ตัวเรารวมถึงจิตใจ อาจจะถูกหยุดนิ่งไว้ ณ ชั่วเวลาใดเวลาหนึ่ง และเกิดผลกระทบกับหลายสิ่งที่เป็นอยู่รอบๆตัวเราก็เป็นได้ สิ่งที่จะได้กลับมาคือการก่อเกิดความรู้สึกใหม่ (อาจจะเป็นสิ่งที่เรียกว่าความสุขถ้าเราต้องการให้เป็นแบบนั้น) ของเราและคนที่เรากุมมือไว้ ..ทำให้เราสามารถกุมมือกับเขา เดินไปสู่ทุ่งหญ้ากว้างสีรุ้งด้วยกัน และตรงไปที่ไหนสักแห่ง ที่ไกลแสนไกล ที่ๆกระแสแห่งเวลาและไอควันสีขาวจาง ไม่อาจเข้ามาพลัดพามวลอากาศแห่งความสุขนี้ ไปจากเราได้ตลอดกาล
 
 
 
.
 
.
 
.
 
 
เพ้อเป็นละรอก
 
 
 
 
 

2011/Apr/07

       
     ท้องฟ้าวันนี้เป็นสีเทา ฝนเริ่มโปรยเม็ดลงมาอย่างแผ่วเบา ฟ้าแลบและร้องดังเป็นจังหวะ เหมือนเป็นสัญญาณเตือน ผู้คนรอบๆสถานีรถไฟต่างทยอยกันเข้าไปในชานชลาเพื่อหลบฝน มีบางส่วนวิ่ง และกางร่มออกไป ผมนั่งอยู่บนม้านั่งภายใน คอยสังเกตุท่วงท่า กิริยาของผู้คน รอบๆตัว สองมือล้วงกระเป๋ากางเกง เป็นเวลาเนิ่นนานที่ฝนตกลงมา และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่ายๆ หูของผมผลัดกันฟังเสียงของเม็ดฝนกระทบกับอาคาร และเสียงรถไฟที่กำลังเทียบจอด ช้าๆ เป็นจังหวะที่สามารถนำเอามาประสานกันเป็นทำนองของเพลงได้เพลงหนึ่ง ผู้คนทยอยออกมา บางส่วนก้าวขึ่นไป ภาพการเปลี่ยนถ่ายของคนผู้คนจากพื้นสถานีสู่รถไฟ จากรถไฟสู่สถานี สลับกันจนเกิดเป็นเฟรมภาพในดวงตา สีเทาหม่นของท้องฟ้าค่อยๆกลืนสายตาผมจนหลอมรวมเข้ากลายเป็นภาพจริงๆที่เห็นในขณะนี้คล้ายๆกับปรอทเหลวไหลช้าๆลงสู่ดวงตา จนในที่สุดทุกฉากในสถานีก็กลายเป็นภาพหนังเก่าที่ฉายด้วยฟิล์มขาวดำ รวมทั้งเสียงรอบๆบริเวณที่ผมนั่งก็ค่อยๆเงียบลง
        
     วันหนึ่งขณะที่ผมนั่งหย่อนใจ อยู่ในบ้าน ผมก็คิดขึ้นมาได้ว่า ทำไมเราไม่ลองออกเดินทางไปพบเจออะไรใหม่ๆในชีวิตบ้าง ถ้ามัวแต่ใช้ชีวิตตามวัฎจักรไปเรื่อยๆ สักวันผมก็คงตายไป โดยค้นพบว่า ผมไม่มีอะไรในชีวิตให้จดจำ ว่างเปล่า เหมือนกับกระดาษที่ไร้หมึกขีดเขียน เหมือนขวดน้ำที่ว่างเปล่า เหมือนจานอาหารที่มีเพียงคราบอาหารเลอะๆ กระจายอยู่บนจาน เมื่อคิดได้ดังนั้น ผมก็เดินออกมาจากบ้าน โดยไม่ได้จัดกระเป๋า เตรียมแผนการ หรือแม้กระทั่ง ล่ำลาคุณตา ซึ่งผมอาศัยอยู่ด้วย และเป็นญาติเพียงคนเดียว ผมออกเดินทางด้วยรองเท้าผ้าใบเก่าๆ ทั้งตัวผมมีเพียงเศษเงินเล็กน้อยและ รูปถ่ายของ "มาโก้" สุนัขพันธุ์ บลูด๊อกเพศผู้ เพื่อนคนเดียวของผมซึ่งตายไปเมื่อสามอาทิตย์ก่อน ซึ่งมาโก้่ ไม่ได้มีอะไรให้ผมได้จดจำนัก มันก็แค่หมาแก่ๆตัวหนึ่ง ผมไม่เคยพามันไปเดินเล่น ไม่เคยหยอกเล่นกับมัน หน้าที่ของมันมีเพียงแค่กินอาหารที่ผมจัดให้ทุกๆ สองมื้อ และนอนฟังผมระบายเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตผม เช่นวันที่คุณยายผมออกจากบ้านไป และไม่กลับมาอีก ตั้งแต่นั้นคุณตาก็เอาแต่นั่งเหม่อลอยบนเก้าอี้โยก ผมไม่รู้ความรู้สึกของตัวเองในตอนนั้น (รวมทั้งความรู้สึกของคุณตา) จึงได้แต่เล่าเรื่องของคุณยายให้มาโก้ฟัง มันทำหน้าที่ของมันได้ดี คือ นอนนิ่งๆ บิดตัวบางครั้ง หาวเป็นช่วงๆ และเลียขาหน้าเป็นบางคราว ..ผมเดินออกมาจากบ้านโดยไร้จุดหมาย ความหวังของผมมีเพียงแค่ได้พบเจอกับอะไรที่แตกต่างออกไปในชีวิต ไม่ได้หวังที่จะพบสัจธรรม หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เป็นปรัชญาชีวิต ขอเพียงแค่ให้กระดาษว่างเปล่าได้มีหมึกขีดเขียน ขอเพียงขวดน้ำได้บรรจุน้ำจนล้นเอ่อ หรือจานอาหาร ที่มีอาหารจริงๆ วางอยู่ ไม่ใช่เพียงแค่คราบที่แห้งกรัง ติดเป็นตะกอน ที่ไร้เรื่องราวมาแต้มแต่ง..
  
     ผมหลับไปนานเท่าไหนแล้ว ตอบตัวเองไม่ได้ ความเงียบฟุ้งกระจายรอบๆตัว เป็นวงกว้างเหมือนหยดหมึกที่ถูกหยดลงในน้ำ ฝนข้างนอกหยุดตกแล้ว ผู้คนรอบๆสถานี หายไปหมดแล้วเช่นกัน ทิ้งเหลือไว้แค่เพียงผม ไม่มีแม้แต่รถไฟ เหมือนทุกคนออกเดินทางไปยังอีกโลก อีกโลกซึ่งอยู่แยกจากห้วงคำนึง คล้ายกับโลกคู่ขนาน ซึ่งสิ่งต่างๆ ดำเนินไปไม่เหมือนกับโลกใบนี้ เหมือนทางเลือกในชีวตผ่านเข้ามาให้เราได้เลือก แล้วแตกแขนงออกไป เป็นเหตุการณ์ แม้เพียงเล็กน้อยที่เราได้กระทำ เส้นทางในชีวิตก็เปลี่ยนไปแล้ว เหมือนกับตัวผม ที่ก้าวออกมาจากเส้นทางเดิมๆที่เป็นอยู่ เดินออกมาในโลกแห่งใหม่ เช่นเดียวกัน เมื่อค่าตัวแปร x เปลี่ยนไป ค่า y ก็แปรผันตาม อยู่ที่ว่ามันจะเปลี่ยนไปในรูปแบบใด .. ผมเริ่มเดินสำรวจสถานีรถไฟ ทุกอย่างยังคงเป็นภาพขาวดำ และเหมือนกับสิ่งต่างๆรอบๆ เคลื่อนที่ช้าลงเล็กน้อย หยดน้ำค้างตกช้ากว่าเดิม ใบไม้ปลิ้วช้าจนสามารถสังเกตุนับเส้นใบได้ประมาณหนึ่ง แต่ไม่หมด เมื่อผมเริ่มก้าวลงบนรางรถไฟ ผลึกภาพบางส่วนในความคิดของผมก็ฟุ้งขึ้นมาในหัว เป็นภาพผมเดินไปตามทางรถไฟ และสิ้นสุดลงที่ทุ่งดอกไม้ที่กว้างมากๆ แห่งหนึ่ง ไม่สามารถบอกได้เลยว่าอยู่ในพื้นที่ส่วนใดของโลกใบนี้ อาจเป็นที่ๆหนึ่งในโลกอีกใบก็เป็นได้ ภาพในความคิดของผมมีสีสัน ไม่ใช่ขาวดำ พิสูจน์ได้จากสีของดอกไม้ในทุ่ง ผมสามารถบอกได้ทั้งหมดว่าเป็นสีอะไรบ้าง แม้แต่ท้องฟ้าก็เป็นสีตามจริงของมัน เหมือนกับผมไม่ได้เห็นสีเหล่านี้มานานเหลือเกินจริงๆ ..
 
     ครั้งหนึ่งตอนผมอายุ หกขวบ คุณตาพาผมไปทะเล ภาพของทะเลแห่งนั้นยังคงวกวนกลับไปกลับมาในความทรงจำของผม เสียงคลื่นนั้นผมจำได้ดี แม้กระทั่งสัมผัสของผืนทราย ทำไมผมถึงจำได้แม่นยำขนาดนั้น ก็ยังคงสงสัยตัวเองอยู่ ผมตื่นเต้นกับสถานที่นี้เป็นอย่างมาก ผมวิ่งหัวเราะร่าไปบนหาดทราย คุณตา วิ่งเหยาะๆ ตามหลัง ผมเหลียวไปมองเห็นรอยยิ้มที่อบอุ่น อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ ผมปล่อยให้เท้าของผมได้ทำตามต้องการ ให้มันพาผมไปในที่ๆมันต้องการ หน้าที่ผมมีเพียงแค่ตามมันไป วิ่งไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็หยุดมองท้องฟ้า กลิ่นเกลือทะเลซํดเข้าจมูกผมสูดเข้าไปจนเต็มปอด ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าความรู้สึกที่เราสัมผัสอะไรสักอย่างที่แปลกใหม่ และได้เต็มที่ไปกับมัน แม้ว่าการกระทำบางอย่างจะเป็นส่วนหนึ่งของสัญชาติญาณ แต่ก็อดเถียงไม่ได้ว่า บางครั้งมันก็เป็นสิ่งที่เราต้องการ ..เช่นเดียวกับตอนนี้ ผมได้เดินตามทางรางรถไฟมาสักพักใหญ่ สังเกตุได้จากเม็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นมาบนใบหน้า และคอ ของผม ภาพที่เห็นเป็นเช่นเคย เหงื่อไหลช้ามาก เป็นเหมือนกับภาพสโลวโมชั่น ผมเฝ้าดูเม็ดเหงื่อตัวเองค่อยๆหยดลงบนพื้น หยดน้ำค่อยๆล่วงหล่น กระทบพื้นและแตกกระจายออก เป็นภ่าพที่แปลกตา เหมือนชมภาพยนต์สั้น ที่เน้นองค์ประกอบของภาพ และทิ้งอารมณ์เป็นช่วงๆ ..
       
     นานเท่านาน ผมเดินตามรางรถไฟที่เหมือนไม่มีจุดสิ้นสุด ไม่มีสัญญาณบ่งบอกว่ามีรถไฟคันใดกำลังแล่นมาหรือแล่นอยู่ เหมือนกับว่ารางรถไฟหมดหน้าที่ของมันไปแล้ว มันไม่ได้มีหน้าที่เป็นทางให้รถไฟวิ่งอีกต่อไป บรรยากาศรอบๆตัวผมเย็นขึ้นเรื่อยๆ ทิวทัศน์สองข้างทาง เวียนเปลี่ยนเป็นฉากๆ เหมือนกับการเปลี่ยนองค์ของการแสดงละครเวที พระจันทร์อยู่บนท้องฟ้าตั้งแต่เมื่อไหร่ผมก็เพิ่งสังเกต เวลาแม้จะช้าลง แต่ร่างกายผมก็เริ่มปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงนี้ โลกใบนี้สร้างความรู้สึกใหม่ๆให้กับผมได้ดีทีเทียว ทำให้รู้สึกตื่นเต้นไปกับ จังหวะและเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงทุกๆครั้ง จนบางทีผมก็ไม่อยากออกไปจากโลกใบนี้ โลกที่เงียบสงัด โลกที่มีพียงสีเทา โลกที่เวลาไม่ใช่ตัวกำหนดเรื่องราวของสิ่งรอบตัว โลกที่มีแต่ผมเท่านั้นที่ออกเดินท่องไปสำรวจ โดยมีจุดหมายคือ ทุ่งดอกไม้ในห้วงความคิด แม้สิ่งใหม่ๆกำลังเคลื่อนที่เข้ามาแทนที่โลกใบนี้แล้ว ผมก็ยังพยายามจะเหนี่ยวรั้งความรู้สึกเหล่านี้ไว้ ในจังหวะที่กำลังก้าวเดิน  ในห้วงคำนึงสุดท้าย  ..ผมนึกถึงคุณตา
 
 
.
 
.
 
.
 
.